ค่ายบางกุ้ง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นค่ายทหารเรือไทยมีชื่อปรากฏอยู่ใน
พงศาวดารชาติไทย  และ ชื่อเมืองสมุทรสงครามนั้น  ก็สืบเนื่องมาจากค่าย
บางกุ้งนี้  จึงสมควรเล่าเรื่องค่ายบางกุ้งไว้ให้ปรากฏ เพื่อเตือนความทรงจำ
ของชาวสมุทรสงครามต่อไปชั่วลูกชั่วหลานเมื่อ พ
..2307ในแผ่นดินพระ
เจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา พม่ายกกองทัพมารุกรานบ้านเมืองไทย สมัย
นั้นพระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าให้เกณฑ์กองทัพพล
25,000 คน ยกเข้าตีเมือง
ไทยสองทางให้มังมหานรธาเป็นแม่ทัพยกเข้ามาตีทางใต้ให้เนเมียวสีหบดี
ียกเข้ามาตีทางเหนือ  ให้ตีไปบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยา   เป็นศึกขนาบสอง
ด้าน   กองทัพของเนเมียวสีหบดีเข้าตีเมืองเชียงใหม่  เมืองกำแพงเพชรจน
แตกแล้วตั้งค่ายมั่น ต่อเรือ สะสมเสบียงอาหารอยู่ ฝ่ายกองทัพมังมหานรธา
ยกเข้ามาตีเมืองมะริด  เมืองตะนาวศรี พม่าก็ยกทัพติดตามมาตีเมืองชุมพร
แตกเผาเมืองชุมพรเสีย แล้วยกเข้ามาตีกองทัพของพระพิเรนทรเทพ  ที่ตั้ง

 

ค่ายอยู่เมืองกาญจนบุรีแตกอีก แล้วยกเข้าตีเมืองราชบุรี เพชรบุรี แตกทั้งสองเมือง แล้วยกกลับไปตั้งกองทัพต่อเรือและ
สะสมเสบียงอาหารอยู่ที่ดงรังหนองขาว เมืองกาญจนบุรี พระเจ้าเอกทัศน์ทรงทราบข่าวศึก จึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพ
ออกต่อสู้ ให้กองทัพบกยกไปตั้งค่ายรับข้าศึกอยู่ที่ตำบลบางตำหรุ เมืองราชบุรี แห่งหนึ่งให้กองทัพเรือยกมาตั้งค่ายอยู่
ที่ตำบลบางกุ้ง เมืองสมุทรสงครามแห่งหนึ่งให้พระยารัตนาธิเบศร์ยกทัพเมืองนครราชสีมามาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองธนบุรี
ีแห่งหนึ่ง ให้พระยายมราชยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่เมืองนนทบุรีแห่งหนึ่งครั้น พ
.ศ.2308ทัพมังมหานรธาก็ยกทัพเรือ
เข้าตีค่ายทหารบกที่บางตำหรุแตก  ยกเข้ามาตีค่ายทหารเรือที่บางกุ้งแตก  แล้วยกไปตีเมืองธนบุรี พระยารัตนาธิเบศร์
ยกทัพหนี พม่าก็ยกทัพตามไปตีค่ายนนทบุรีแตกอีกแล้วยกเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ด้านหนึ่งกองทัพของเนเมียวสีหบดี
ีก็ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก  เมืองนครสวรรค์แตก  แล้วยกทัพเรื่อยเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้อีกด้านหนึ่ง   จนกระทั่ง
กรุงศร
อยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310  แล้วตั้งให้นายทองอินทร์คนไทยที่จงรักภักดีอยู่กับพม่า เป็นสุกี้นายกองคุมกองทัพ

 

รักษากรุงศรีอยุธยาไว้  ตั้งให้
นายบุญส่งนั้นคุมค่ายเมืองธน
บุรีไว้แล้วจึงยกทัพหลวงกลับ
ไป
ในปีพ.ศ. 2310  นั้นเองที่
พระเจ้าตากสินได้ถูกเรียกเข้า
ช่วยราชการในกรุงศรีอยุธยา
แต่เมื่อเห็นว่าแม่ทัพไทยฝีมือ
ยังไม่เข้มแข็ง และทหารไทย
นั้นแตกความสามัคคีกัน เห็น

 

จะสู้พม่าไม่ได้ จึงพาทหารประมาณ 500 คน ตีฝ่าออกไปจากกรุงศรีอยุธยาได้  พม่ายกติดตามไปก็ถูก พระเจ้าตากสินตี
แตกกลับมาถึงสองครั้งสองครา พระเจ้าตากสินได้ไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองชลบุรี  พระยาจันทรบุรี  ไม่ยอมอ่อนน้อม จึงยกทัพเข้าตีเมืองจันทรบุรีแตก  แล้วตั้งพลสะสมเสบียง อาหาร ต่อเรือรบ เห็นได้ว่ามากเพียงพอแล้ว ก็ยกทัพเรือมาตี
ค่ายเมืองธนบุรี  และก๊กสุกี้นายกองที่รักษาอยู่ที่กรุงเก่าแตกพ่ายไป  กู้กรุงศรีอยุธยาคืนมาได้   แล้วยกมาตั้งกรุงธนบุรีขึ้น
ใหม่ในปี พ.ศ. 2311
  เมื่อตั้งกรุงธนบุรีขึ้นแล้ว ก็โปรดให้พวกจีนในแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ราชบุรี กาญจนบุรี รวบรวม
กำลังกันตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายบางกุ้งไว้ จึงเรียกว่า
" ค่ายจีนบางกุ้ง " ในปี พ.ศ. 2311 ปีเดียวกันนี้  พระเจ้ามังระ
กษัตริย์พม่าให้แมงกี้มารหย่าเจ้าเมืองทวายยกกองทัพมาสืบข่าวศึกในเมืองไทยว่าสงบราบคาบดีหรือกำเริบขึ้นประการ
ใดแมงกี้มารหย่าคุมพล 20,000
คน ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์เมืองกาญจนบุรี แล้วเข้ามาตั้งพักพลสะสม เสบียง
อาหารอยู่ที่ไทรโยคเมืองกาญจนบุรี แล้วส่งโปมังเป็นกองหน้าคุมพล 2,000 คนเศษยกล่วงหน้ามาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว

  ทหารจีนค่ายบางกุ้งพยายามต่อสู้ แต่สู้ไม่ได้เพราะมีกำลัง
น้อยกว่า นอกจากนั้น ยังถูกกองทัพพม่าล้อมไว ้ทำให้ขาด
แคลนเสบียงอาหาร ค่ายจีนบางกุ้งจวนจะแตกอยู่แล้วคณะ
กรรมการเมืองสมุทรสงคราม  สมัยนั้น  จึงมีใบบอกไปยัง
กรุงธนบุรี   ครั้นพระเจ้าตากสินได้ทรงทราบ  ก็มีพระทัย

ยินดีประดุจได้ลาภอันวิเศษกว่าลาภทั้งปวงด้วยมีพระราช
หฤทัยหนักหน่วงในอันที่จะปลุกใจคนไทยมิให้คร้ามเกรง
พม่าอีกต่อไป  จึงโปรดให้จัดกองทัพเรือ 20  ละเศษ   ให้
มหามนตรี  ( บุญมา )  เป็นกองหน้า พระเจ้าตากสินเสด็จ
คุมทัพเรือมาด้วยพระองค์เอง       เสด็จโดยเรือพระที่นั่ง

สุวรรณมหาพิชัยนาวา เรือยาว 11วาปากเรือกว้าง 3 ศอก
พลกรรเชียง 28 คนเสด็จโดยด่วนมาในคืนนั้นพงศาวดาร
กล่าวว่า  " ดุจพระยาชวันหงส์ อันนำหน้าสุวรรณ์หงส์ทั้ง
 
ปวง " ครั้นรุ่งเช้าก็ถึงเมืองสมุทรสงครามทอดพระเนตรเห็นเรือทัพพม่าตั้งล้อมค่ายจีนบางกุ้งอยู่ก็โปรดสั่งให้ทหารเรือ
ไทยเข้าโจมตีทันที ทหารเรือไทยยิงปืนมณฑกนกสับดาบศิลารุกไล่ฆ่าฟันทหารพม่าแตกตื่นตกใจหนีพ่ายไปในเพลาเดียว ทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายในน้ำ บนบกเป็นอันมากที่หลบหนีไปได้นั้นก็น้อยมากเก็บเรือรบเรื่อไล่เครื่องศัสตราวุธ
ของพม่าได้เป็นจำนวนมาก   พระเกียรติยศของพระเจ้าตากสิน  ก็ลือชา  ปรากฏขจรขยายไปทุกทิศ   เป็นที่คร้ามเกรงแก่
ปัจจามิตร    เปรียบดังพระยาไกรสรราชสีห์   อันมีฤทธิ์เป็นที่คร้ามแก่หมู่สัตว์จตุบาททั้งปวง   นับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มี
ปรากฏว่าไม่มีข้าศึกล่วงล้ำเข้ามารบกวนถึงเมืองสมุทรสงครามอีกเลย เมืองสมุทรสงครามก็ร่มเย็นเป็นสุขสืบมาเป็นเวลา
ช้านาน  เมื่อ พ.ศ. 2311 พม่ายกทัพเข้ามาตั้งที่ค่ายบางแก้วเมืองราชบุรีอีก พระเจ้าตากสินมหาราชได้เสด็จกรีธาทัพเรือ
ไปรบพม่าที่ราชบุรี  โดยทรงชลมารคผ่านเมืองสมุทรสงครามอีกครั้งหนึ่ง  เสด็จโดยเรือพระที่นั่งกราบยาว 13 วา ปาก
เรือกว้าง 3  ศอกเศษ  พลพาย 40 คน  ไพร่พล 8,863  ปืนใหญ่น้อย  277 กระบอก  ถึงเมืองแม่กลองก็หยุดพักพลที่ค่าย
แม่กลอง แล้วเสด็จยกพลไปหยุดพัก เสวยพระกระยาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง เมื่อวัน จันทร์ เดือน 3 แรม 12 ค่ำตรงกับ
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2317  แล้วเสด็จยกทัพไปในวันนั้น
     
 
 
 
       รถยนต
        - ไปตามเสันทางสายสมุทรสงคราม-บางนกแขวก ผ่านอุทยาน ร.2 ตรงไปประมาณ 5 กิโลเมตรจะเจอ
แยกให้เลี้ยวขวาขึ้นสะพานสมเด็จพระอัมรินทร์ ลงสะพานเจอสี่แยกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 10 กิโลเมตรจะ
เห็นกำแพงค่ายบางกุ้งอยู่ทางซ้ายมือ
        - ใช้เส้นทางถนนพระราม2 ( ธนบุรี-ปากท่อ)  ประมาณกิโลเมตรที่  63  แยกเข้าเมืองสมุทรสงคราม
วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 325 ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ ถึงศูนย์ตำรวจจราจรอัมพวาให้ เลี้ยวซ้าย
ข้ามสะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์   และตรงไปถึงสามแยกแล้ว เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข
3062 ข้ามคลองประชาชื่น ผ่านวัดภุมรินทร์  ตรงไปจนถึงสามแยก เลี้ยวขวาจะผ่านบ้านแมวไทยวิ่งต่อไป
ผ่านซุ้มประตูทางเข้าวัดบางแคน้อย ผ่านวัดปากน้ำ ข้ามสะพานแควอ้อม  ตรงไปจะเห็นกำแพงค่ายบางกุ้ง
อยู่ทางซ้ายมือ
       รถโดยสาร
        สามารถเดินทางโดยรถสองแถว มีรถออกตลอดทั้งวันรถสาย แม่กลอง - วัดปราโมทย์ รถจอดบริเวณฝั่ง
ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทยสาขาสมุทรสงคราม
 
              สอบถามเส้นทางหรือรายละเอียดเพิ่มเติม :โทร 034-761631 http://www.watbangkung.com
     
 
15   หมู่  12  ตำบลสวนหลวง  อำเภออัมพวา  จังหวัดสมุทรสงคราม  75110
โทรศัพท์ 086-341-7537 , 085-244-1717

Copyright : 2005 All Rights Reserved Web 800x600 PixelsText Size : Medium  
web master by Good Morning Maeklong Group